Sunday, 27 November 2022
CLOUD47

รถ EV จีนมาแรงแซงรถน้ำมัน คนแห่จอง-ยอดขายพุ่ง หรูหราเทียบชั้นรถญี่ปุ่น-ตะวันตก

ค่ายรถยนต์จีนกำลังบุกตลาดโลกต่อเนื่อง หวังต่อกรกับแบรนด์ดังจากค่ายรถยนต์ยุโรป รวมถึงกระโดดเข้ามากวาดตลาดที่กำลังเติบโตอย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบไม่หยุด

 

ในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในหมุดหมายของค่ายรถยนต์จีนที่พร้อมเข้ามาแย่งส่วนแบ่งออกจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ที่ครองตำแหน่งเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดถึง 80% มาช้านาน

 

โดยเมื่อเดือนกันยายน 2565 ที่ผ่านมา บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดจีนค่ายดังอย่าง BYD  ประกาศที่จะสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าสาขาต่างประเทศแห่งแรกของบริษัทที่ไทย โดยเลือกที่ทำเลที่จังหวัดระยอง ในการสร้างโรงงาน เพื่อผลิตรถยนต์ป้อนตลาดในอาเซียน

 

ด้าน Great Wall Motor ค่ายรถยนต์จากจีนอีกแห่ง ที่มาเปิดโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ดในระยอง ก็เพิ่งบรรลุเป้าหมายผลิตรถยนต์คันที่ 1 หมื่นได้สำเร็จ ส่วน Hozon New Energy ค่ายรถยนต์จากเซี่ยงไฮ้ ขอชิมลางด้วยการเปิดโชว์รูมแห่งแรกในไทยที่เซ็นทรัล พระราม 2

 

ไม่เพียงแต่ค่ายรถที่เข้ามาเปิดโชว์รูมหรือสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยเท่านั้น ในตลาดเมืองไทยเอง ก็ยังมีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเข้ามาจำหน่ายด้วย โดยปัจจุบันมียอดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง พิจารณาจากตัวเลขล่าสุดพบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม - กันยายน 2565 ไทยนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนแล้วถึง 59,375 คัน ยอดเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 176% ทำให้ประเทศไทยขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ของตลาดส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน รองจากเบลเยียม และอังกฤษ

 

สาเหตุที่ตลาดรถยนต์ของไทยเป็นที่ดึงดูดใจของค่ายรถยนต์จากจีน สืบเนื่องจากที่ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลกจนได้รับสมญาว่าเป็น ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’

 

นอกจากนี้ ไทยยังเป็นชาติแรกในภูมิภาคนี้ที่รัฐบาลอนุมัติเงินสนับสนุนสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในวงเงินตั้งแต่ 15,000 - 180,000 บาท รวมกับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแล้ว รวมเป็นมูลค่าสูงถึง 4.3 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศมากขึ้นทดแทนรถยนต์น้ำมัน

 

ในภาคการผลิต รัฐบาลไทยยังให้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจนถึงสิ้นปี 2023 แลกกับการที่บริษัทรถยนต์จีนจะมาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายว่า 30% ของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศจะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของโลก และดึงดูดค่ายรถยนต์อื่น ๆ นอกจากจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

 

รวมถึงความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในไทยที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สอดคล้องกับกระแสการขับเคลื่อนสู่สังคมปลอดคาร์บอนที่เป็นวาระของโลก  คาดการณ์ว่าไทยจะมีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 2.7 ล้านคันภายในปี พ.ศ. 2583

 

การลงทุนในไทย จึงนับเป็นอีกจิ๊กซอว์ของค่ายรถจีน ภายใต้แผนการขยายตลาดในต่างประเทศ ที่น่าจะเข้มข้นขึ้นภายในอีก 4-5 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในเป้าหมาย Net-Zero ของรัฐบาลจีน และความพยายามพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง ที่จะทำให้จีนกลายเป็นตลาดรถยนต์พลังงานสะอาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเอง ในราคาที่จับต้องได้ และตีตลาดแข่งกับค่ายรถยนต์ที่เคยครองตลาดมาอย่างยาวนานอย่างญี่ปุ่นและชาติตะวันตกต่อไป

 

แม้ในช่วงแรก ๆ ผู้ใช้รถชาวต่างชาติ อาจยังไม่เชื่อมั่นในรถยนต์จากจีน แต่จากนี้ รถยนต์จากจีนที่มีการออกแบบที่ทันสมัย หรูหรา ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน จะทำให้รถยนต์จากจีนเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน

alt.Eatery สุขุมวิท 51 คอมมูนิตี้อาหาร Plant-based อาหารแห่งอนาคต

กระแส Plant-based กำลังกลายเป็นเทรนด์ระดับโลก เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากยิ่งขึ้น พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์รวมถึงเทรนด์ในการรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมเพราะกระบวนผลิตและบริโภคเนื้อจากพืช (Plant-based) ช่วยลดโลกร้อนได้ และคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ที่กลายเป็นอาหารของมนุษย์มาอย่างยาวนาน โดยมีผลสำรวจของ Euromonitor International's Voice of the Industry: Health and Nutrition 2022 ที่ตั้งคำถามว่า "เหตุผลอะไรที่คุณบริโภค Plant-based" 

สำรวจเมื่อ ค.ศ. 2021 เปรียบเทียบกับ ค.ศ. 2022 ล่าสุด ผลปรากฏว่ามีเหตุผลในสามอันดับแรกไม่ต่างกัน ได้แก่ ร้อยละ 37 ทาน Plant-based เพราะรู้สึกแข็งแรงขึ้น ตามด้วย ร้อยละ 25 ทาน Plant-based เพราะต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพในระยะยาว และร้อยละ 24 ทาน Plant-based เพราะรสชาติอร่อย ส่วนประมาณการมูลค่าตลาดของ Plant-based ในประเทศไทย โดยบริษัท Euromonitor and Allies ประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 845 ล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ. 2562 เป็น 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ. 2567 โดยมีการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี ธุรกิจอาหาร Plant-based จึงกลายเป็นธุรกิจที่น่าสนใจซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ในการรักษ์โลกใบนี้เท่านั้นแต่ยังตอบโจทย์เรื่องเทรนด์สุขภาพที่มาแรงอีกด้วย

คุณพรรณนภิศ ฤทธิไพโรจน์ (คุณพลอย) ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจและการตลาด บริษัท นิวทรา รีเจนเนอเรทีฟ โปรตีน จำกัด (NRPT) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100%) กับบริษัท โนฟ ฟู้ดส์ จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชแบบครบวงจร พูดคุยถึงธุรกิจ “Life Science” อาหารเพื่อสุขภาพ Plant-based กับทีมข่าว THE STATES TIMES ว่า “ร้าน alt.Eatery เป็นคอมมูนิตี้อาหาร Plant-based ร้านที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แห่งแรกบนพื้นที่ของแสนสิริ ริมถนนสุขุมวิท 51 ภายในร้านประกอบด้วย 2 โซน ได้แก่ร้านอาหาร และ mini mart ในโซนร้านอาหารมีเมนูตั้งแต่ appetizer, main, ของหวาน และโซน mini mart มีสินค้า Plant-based มากกว่า 500 ชนิด จากผู้ประกอบการมากกว่า 80 ราย ให้เลือกซื้อ”

คุณพลอย อธิบายต่อว่า “การรับประทานอาหาร Plant-based เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน เพราะมันคือไลฟ์สไตล์ ได้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและยังช่วยรักษ์โลกอีกด้วย เราไม่ได้ให้ความสำคัญด้านอาหาร Plant-based เพียงอย่างเดียว เราให้ความสำคัญแม้กระทั่งตัวอาคารของร้าน alt.Eatery ด้วย เพราะมองว่าทุกจุดคือความยั่งยืน เริ่มจากตัวอาคารที่สร้างด้วยแนวคิด Low Carbon Footprint ด้านหลังร้านมีการตั้งจุดชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถ EV ส่วนบนหลังคาของอาคารมีการใช้ระบบ Solar Roof เพื่อประหยัดพลังงาน หรือแม้กระทั่งตัวอาคารก็สร้างแบบ Complete Knock-Down ไม่มี Construction Wastes เลย ทุกจุดเราสนใจความยั่งยืนมาก”

ส่วนคำถามที่ว่า Plant-based มีความแตกต่างกับอาหารในปัจจุบันอย่างไร คุณพลอยอธิบายว่า “Plant-based คือนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมทำให้สามารถแยกโปรตีนและแป้งออกจากกันได้ สามารถพัฒนาโภชนาการอาหารเพื่อสุขภาพ เน้นให้เหมาะกับบุคคลแต่ละกลุ่ม ตามอายุ เพศ หรือความต้องการด้านโภชนาการเพื่อป้องกันโรคและโภชนาการทางการแพทย์ (Medical Nutrition) สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการดูแลทางโภชนาการ ผู้ป่วยเฉพาะโรค ยกตัวอย่างเช่น คนที่ทานแต่เนื้อสัตว์และไม่ทานพืชผักเลยก็อาจจะขาดกรดอะมิโนบางชนิดที่อยู่ในพืชผักได้ ซึ่ง Plant-based สามารถใส่กรดอะมิโนลงไปหรือการพัฒนาโภชนาการอาหารให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในอนาคต เราสามารถ Customize ให้เหมาะสม หรือในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเคี้ยวเราสามารถใช้นวัตกรรมปรับเนื้อให้อ่อนนุ่มเพื่อให้ผู้สูงอายุเคี้ยวได้ง่ายขึ้น”

ส่วนจุดเด่นของร้าน alt.Eatery คืออะไร คุณพลอยกล่าวว่า “คือเรื่องราคา เพราะราคาเป็นหนึ่งใน Pain Point ที่สำคัญมาก สินค้า Plant-based โดยทั่วไปมีราคาสูง เราอยากให้มาลอง เลยทำราคาเริ่มต้นเพียง 39 บาท ส่วนเรื่องของรสชาติ เราได้เชฟชั้นนำ อย่างเชฟใบเตย เชฟชื่อดังจากรายการ Top Chef Thailand ขนมหวาน มาทำขนมหวานและเชฟท่านอื่นๆ มาปรุงเมนูอาหารสูตรเด็ด เพราะเราอยากลองว่าถ้าปรุงโดยฝีมือเชฟ คนทานจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งเราได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ปัจจุบันร้าน alt.Eatery ไม่เคยโฆษณาเลยว่าเป็นวีแกน หรือเป็น Plant-based ลูกค้าที่เดินเข้ามาที่ร้านเห็นตู้โดนัทแล้วอยากลองทาน เห็นผัดไทย เบอร์เกอร์แล้วชอบ มาลองดูดีกว่า ส่วนใหญ่ก็จะประหลาดใจว่าเป็น Plant-based เหรอแต่รสชาติอร่อยมาก มีลักษณะแบบนี้เยอะมาก เราดีใจที่คนเริ่มเปิดใจและรับรู้มากขึ้นว่าไม่ใช่อาหารเจ อาหารมังสวิรัติ แต่เป็นอาหาร Plant-based ส่วนเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุดของร้าน alt.Eatery ถ้าเป็นของหวาน ก็คือ โดนัท ส่วนของคาวก็คือ ผัดไทย ไก่ป๊อป และเกี๊ยวซ่า”

ท้ายสุดนี้คุณพลอยเชิญชวน ให้มาลองทานอาหารหรือช้อปสินค้าจากผู้ประกอบการ Plant-based ที่ร้าน alt.Eatery ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท 51 “เรื่องเมนูอาหารในอนาคตจะมีเมนูใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแน่นอน เช่น Plant-based เนื้อปู สำหรับร้านเราเปิดบริการทุกวัน 8 โมงเช้า-3 ทุ่ม มีที่จอดรถด้านหลังร้าน มีหลายคนถามว่าที่ตั้งใจกลางเมืองขนาดนี้เอาที่ไปทำที่จอดรถทำไม เพราะเราอยากบริการทุกคนให้สะดวกสบาย เดินทางได้ทุกรูปแบบทั้งรถสาธารณะ และรถส่วนตัว เพื่อให้มาที่ร้าน alt.Eatery ได้ง่ายขึ้น”


ส่วนการเดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอสมายัง ร้าน alt.Eatery ให้ลงที่สถานีทองหล่อ ใช้ทางออกหนึ่ง แล้วเดินมาที่ร้านได้อย่างสะดวกสบายจาก Skywalk จะมองเห็นรั้วสีเหลืองของร้าน หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก เพจ alt.Eatery

เพจ:https://web.facebook.com/alt.Eatery/?_rdc=1&_rdr

มูนบาร์ บาร์สุดหรูบนชั้น 61 โรงแรมบันยันทรี สาทร

คุณสามารถชมวิวทิวทัศน์เมืองกรุงเทพ ได้แบบ 360 องศา อีกทั้งยังมีวิวของโค้งน้ำเจ้าพระยาเป็นไฮไลท์เด็ดอีกด้วย เมนูอาหารของที่นี่ก็มีให้ลิ้มลองหลากหลายทั้งอาหารซีฟู้ด ล็อปสเตอร์ ปู กุ้งเสือ หอยนางรม หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ Sashimi Set เสิร์ฟทั้งแซลมอน ทูน่า และโฮตาเตะ มีบาร์เปิดโล่งให้ได้นั่งจิบเครื่องดื่มบนชั้นดาดฟ้าสุดโรแมนติกพร้อมโบกมือลายามเย็นไปจิบค็อกเทลเคล้าแสงจันทร์ด้วยเคาท์เตอร์ดีไซน์รูปทรงเพชรที่สามารถนั่งล้อมกันสุดชิลล์ เติมสีสันให้ช่วงเวลาดีๆ ด้วย Moon Walk สะพานกระจกใสที่ยื่นตัวออกไปนอกอาคารให้คุณได้แชะภาพสวยเก๋ด้วยแบล็คกราววิวเมืองมหานคร

ปตท. ร่วมกับ ไออาร์พีซี ลุยธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อชีวิต

นนี้ (7 พฤศจิกายน 2565) – นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ยืนกลาง) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อศึกษาการลงทุนตามกลยุทธ์ Advanced Business Integration (ABI) ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) โดยนายประสงค์ อินทรหนองไผ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากซ้าย) และนายกฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากขวา) พร้อมด้วย นายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แผนกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ซ้าย) และนายสมเกียรติ เลิศฤทธิ์ภูวดล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์องค์กร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (ขวา) ร่วมเป็นสักขีพยาน
 
ปตท. และ ไออาร์พีซี จะร่วมกันพัฒนา 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจผลิตวัสดุประสิทธิภาพชั้นสูง (High Performance Materials) ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนสำคัญของ Li-ion แบตเตอรี่ (Battery Component) ธุรกิจการทำให้สารบริสุทธิ์ (Purification) และธุรกิจเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์เพื่อชีวิต (Chemical for Life) ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์ของ ปตท. Powering Life with Future Energy and Beyond โดยในช่วงเริ่มต้นจะเน้นการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับแผ่นกรองอากาศและน้ำ (Air และ Water Purification) สอดรับกับแนวโน้มของผู้บริโภคที่ดูแลรักษาสุขอนามัยมากขึ้น พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ต่อยอดผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก Polypropylene (PP) และ Acrylonitrile Butadiene Styrene (ABS) ของ ไออาร์พีซี ได้เป็นอย่างดี

น้ำมันเครื่องบินเพื่อสิ่งแวดล้อม!!! ปตท. ขับเคลื่อนปท.ไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ สร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศในอนาคต

กลุ่ม ปตท. ผนึกกำลัง รุกธุรกิจน้ำมันเครื่องบินเพื่อสิ่งแวดล้อม สร้างสังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


วันนี้ (9 พฤศจิกายน 2565) นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียม
ขั้นปลาย  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษา พัฒนาและลงทุนผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) ระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย นายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แผนกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (Thai Oil) โดย นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร 
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกลยุทธ์องค์กร  บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) โดย          

นางวราวรรณ  ทิพพาวนิช  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์องค์กร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) โดย นายสมเกียรติ เลิศฤทธิ์ภูวดล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่  กลยุทธ์ แผนและพัฒนาธุรกิจองค์กร และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) โดย นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน ร่วมลงนาม 


การลงนามในครั้งนี้ผนวกรวมองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของกลุ่ม ปตท. ในการประกอบธุรกิจโรงกลั่น พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการพัฒนากระบวนการกลั่นผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงจาก Thai Oil, GC และ IRPC ตลอดจนความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยานมาอย่างยาวนานทั้งในประเทศและต่างประเทศของ OR  มาต่อยอดการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน ซึ่งเป็นพลังงานแห่งอนาคตที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ มาตรฐานระดับโลก ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิต Hydroprocessed Esters and Fatty Acids (HEFA) และ Alcohol to Jet (ATJ) มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก

 
“กลุ่ม ปตท. มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผลักดันเป้าหมาย Net Zero ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชีวภาพในประเทศ ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐกิจ  ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมพลังงานที่ยั่งยืน พร้อมรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศในอนาคต สอดคล้องวิสัยทัศน์  Powering Life with Future Energy and Beyond” นายนพดล ปิ่นสุภา กล่าวในตอนท้าย

สายเที่ยวฮ่องกงห้ามพลาด!! รบ.ฮ่องกงไฟเขียวกรุ๊ปทัวร์ เข้าประเทศได้ภายในเดือนนี้

ใครที่เตรียมตัวช้อปปิ้งให้หายอยากฟังทางนี้ เพราะทางรัฐบาลฮ่องกงได้ออกประกาศเตรียมเปิดให้เดินทางเข้าได้สำหรับการท่องเที่ยวแบบกลุ่ม ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะอนุญาตให้คณะนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านทางบริษัทนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตเท่านั้น

รัฐบาลฮ่องกงออกประกาศเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าจะมีการปรับใช้ข้อกำหนดพิเศษสำหรับการท่องเที่ยวแบบกลุ่ม ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะอนุญาตให้คณะนักท่องเที่ยวแบบกลุ่ม ที่เดินทางผ่านทางบริษัทนำเที่ยวที่มีใบอนุญาตสามารถเดินทางเข้าได้ และมีการลงทะเบียนแจ้งแผนการท่องเที่ยวไว้ล่วงหน้า สามารถเข้าสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับอนุญาต ได้แก่ สวนสนุก พิพิธภัณฑ์ และ วัด

     รวมไปถึงสามารถรับประทานอาหารในสถานที่จำหน่ายอาหารที่ได้รับอนุญาต เมื่ออยู่ในระยะรหัสสีเหลืองอำพัน (Amber Code)  ของวัคซีนพาส (Vaccine Pass) รัฐบาลยังจะมีการหารือเพื่อพิจารณาการอนุญาตให้นักท่องเที่ยวประเภทดังกล่าวสามารถลดจำนวนครั้งของการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส (RT-PCR) ลงได้โดยที่ยังคำนึงถึงความปลอดภัยจากความเสี่ยงของการระบาด
ดร. วายเค แปง (Dr. Pang Yiu-kai) ประธานการท่องเที่ยวฮ่องกงตอบรับประกาศล่าสุดของรัฐบาลด้วยความยินดีว่า “ข้อกำหนดใหม่นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับสู่ภาวะปกติของฮ่องกง และส่งสารในเชิงบวกไปยังนักท่องเที่ยว และคู่ค้าทั่วโลกของเรา มีการคาดการณ์ว่าข้อกำหนดพิเศษนี้จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักผ่อนให้ทยอยกลับมาเยือนฮ่องกงอีกครั้ง โดยเฉพาะผู้บริโภคในตลาดการท่องเที่ยวระยะสั้น โดยการท่องเที่ยวฮ่องกงจะเดินหน้าทำงานร่วมกับรัฐบาล และภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อชูจุดดึงดูดอย่างการท่องเที่ยวที่หลากหลายของฮ่องกง เพิ่มความสนใจของนักท่องเที่ยวต่อการมาเยือนเมืองแห่งนี้ และเพื่อเร่งฟื้นฟูการท่องเที่ยวของฮ่องกง”

การท่องเที่ยวฮ่องกงยังได้สร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าและสื่อมวลชนทั่วโลกอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด อาทิ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การท่องเที่ยวฮ่องกงได้มีการพบปะกับ 200 คู่ค้าในฮ่องกง ตัวแทนจากตลาดนักท่องเที่ยวหลัก รวมถึงบริษัทนำเที่ยว โรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยวกว่า 400 ครั้ง เพื่อหารือถึงโอกาสความร่วมมือและเพื่อเตรียมพร้อมสู่การพานักเที่ยวกลับมาฮ่องกงอีกครั้ง


ที่มา: True ID

ไม่น่าเชื่อ มุมนี้ ใจกลางกรุง!!

มื้อเย็นสุดฟิน!! ที่แทบไม่อยากจะเชื่อว่า ภาพนี้ คือ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ไม่ต้องบินไปไกลถึงนิวยอร์ก ก็ได้มุมมอง แสนอลังแบบนี้ พร้อมกับมื้ออาหารสุดพิเศษ


ที่นี้เลย โรงแรม Banyan Tree Bangkok สาทรใต้ เขตสาทร กรุงเทพฯ
พิกัด : https://goo.gl/maps/GUV1ZL9hbYLcyZin9
ร้านอยู่บริเวณชั้น 61 เปิดบริการ : 17.00 - 21.00 น. (ศุกร์-อาทิตย์)
โทร.สอบถาม หรือ จองโต๊ะ : 0-2679-1200
เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/vertigotoo

งบน้อยก็เที่ยวได้ เปิด HOW TO คุมงบเที่ยว ตปท.ยังไง ใน10,000 บาท

พกเงินมา 10,000! ก็เที่ยวต่างประเทศฉบับคนงบน้อยได้แบบจัดเต็ม สลัดความบานปลายของวงเงินการตะลอนทัวร์ให้หมดไป แล้วหันมาเติมพลังงานความสุขให้หัวใจได้กลับมามีไฟใช้ชีวิตด้วยการออกไปผจญภัย สัมผัสธรรมชาติสวยๆ ผู้คนมากหน้าหลายตาและวัฒนธรรมแปลกใหม่ได้ง่ายๆ เพียงท่องไว้ว่าทุกอย่างบนโลกนี้มีช่วงเวลาโปรโมชั่นให้เราตักตวงได้เสมอ ทั้งค่าตั๋วเดินทางและที่พัก แต่ที่ซื้อได้เลยแบบไม่ต้องรอคือแผนประกันการเดินทาง ที่ดูแลครอบคลุมการเดินทางทั้งในเอเชียและทั่วโลก ลดความเสี่ยงกับค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มระหว่างทริปโดยไม่จำเป็น โดยสามารถเลือกแผน พร้อมเลือกความคุ้มเสริมเพิ่มได้ตรงใจ คุ้มค่าเบี้ยกรมธรรม์รวมแล้วครบ ทริปจบในหมื่นเดียว ออกไปท่องโลกกว้าง เที่ยวต่างประเทศแบบคนงบน้อย นอกจากพาสปอร์ต สัมภาระและหัวใจ ต้องเตรียมคุมงบอะไร กันค่าใช้จ่ายบานปลายแบบไหนได้บ้าง มาเช็กลิสต์ตามนี้ได้เลย

จัดกระเป๋าพร้อมเที่ยว ต้องเตรียมคุมงบอะไรบ้าง
 
1.คุมงบตั๋วเดินทาง
เที่ยวต่างประเทศ งบน้อย ท่องไว้เลยว่ายิ่งไกลจากวันเดินทางได้มากแค่ไหน ราคาตั๋วยิ่งถูกมากเท่านั้น การจองตั๋วเดินทางแบบ Low Cost ไว้ล่วงหน้าก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเดินทางไปยังประเทศใกล้ๆ ลองเล็งดูให้ดีเพราะแทบทุกไตรมาสของปี สายการบินต่างๆ จะพากันออกมาจัดโปรโมชั่นสุดคุ้มให้เราตาลุกวาวอยู่เสมอ แต่ต้องแลกกับวันเดินทางที่แน่นอนไม่สามารถเลื่อนเข้าออกได้ หรือถ้าเลื่อนได้ก็อาจต้องแลกมากับค่าธรรมเนียมที่โหดเอาเรื่อง ต่างกับประกันการเดินทางที่เลื่อนแผนการคุ้มครองกรมธรรม์ให้คุณได้สูงสุดถึง 2 ปี ถึงติดงานทริปล่มไม่ได้บินก็แจ้งเลื่อนวันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ยืดหยุ่นขั้นสุดเลย

2.จองที่พักล่วงหน้า
 
อยากเที่ยวต่างประเทศแต่มีงบอยู่ 10,000 ก็เที่ยวได้สบาย โฮสเทลคือที่พักราคาประหยัดขั้นสุดที่นักเดินทางเลือกใช้ หรือจะขยับขึ้นมาอีกนิดเป็นโรงแรมขนาดเล็กก็ยังไหว เพียงแค่คุณต้องทำการจองไว้ล่วงหน้า และอย่าลืมอ่านรีวิวที่พักให้รอบด้าน เพราะความถูกที่ได้มาบางครั้งอาจแลกกับความสะดวกสบายหรือความเป็นส่วนตัวที่ลดลง ที่พักบางแห่งให้จ่ายเงินครบจำนวนตั้งแต่วันที่ทำการจองเพื่อแลกกับส่วนลด ต่างกับบางที่สามารถทำการจองและชำระเงินเต็มจำนวนได้ในวันที่เข้าพัก ยิ่งเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์การเลื่อนวันจองโรงแรมอาจเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นอ่านเงื่อนไขโปรโมชั่นให้ละเอียดก่อนตกลงปลงใจ

3.กินเที่ยวตามแพลน

เที่ยวต่างประเทศฉบับงบน้อยต้องตีแผนการเดินทางให้แตก ไปประเทศไหนต้องใช้บัตรผ่านอะไรบ้าง คุณสามารถกดซื้อตั๋วขึ้นกระเช้าไฟฟ้า ตั๋วโดยสารรถไฟภายในประเทศ เที่ยวดิสนีย์แลนด์ และเรือข้ามฟาก ในราคาที่เป็นมิตรมากกว่าการตรงดิ่งเข้าไปซื้อหน้าตู้ เพียงกดจองผ่านระบบออนไลน์ นอกจากจะได้ราคาดีเหมาะกับสายเซฟงบแล้ว ยังช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาต่อคิวซื้อตั๋ว เดินผ่านประตูไปเที่ยวได้แบบผ่านฉลุย ส่วนเรื่องอาหารการกินถ้าคิดจะตามรอยร้านดังค่าอาหารอาจสูงขึ้นจากปกติตามดีกรีความฮิต แต่โดยทั่วไปหลายประเทศมีสตรีทฟู้ดและอาหารท้องถิ่นที่กินง่าย งบไม่บานปลายให้เลือกได้หลากหลายตามงบ

4.แลกเงินให้พร้อมลุย 

ไปเที่ยวที่ไหนต้องใช้ค่าเงินในประเทศนั้นๆ ทริคในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินไทยเป็นค่าเงินต่างประเทศให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด คือการสังเกตอัตราการแลกเปลี่ยนที่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นลดลงไปในแต่ละวัน หรือลองทำรายการเปรียบเทียบค่าเงินที่แลกได้จากร้านต่างๆ ที่ไหนให้มากกว่าก็จิ้มรัวๆ เลือกที่นั่นได้เลย

รู้ทริคคุมงบก่อนแพ็กกระเป๋า กำเงินหมื่นเดียว! ไปเที่ยวต่างประเทศแบบคนงบน้อยไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องวางแผนการเดินทางไว้ให้พร้อม กับ 5 ประเทศแนะนำ ด้วยเวลา 4 วัน 3 คืน ที่จะทำให้คุณออกไปเผชิญโลกกว้างได้อย่างเซฟเงิน

แนะนำ 2 ประเทศ เที่ยวต่างประเทศฉบับคนงบน้อย (ไม่เกิน 10,000)

1.เวียดนาม
ประเทศแห่งวัฒนธรรมใกล้ไทย เหมาะกับทริปเที่ยวต่างประเทศฉบับคนงบน้อยสุดๆ เดินทางได้หลายรูปแบบ เลือกวิธีได้ตามถนัด ทั้งแบบรถทัวร์-รถไฟก็เซฟงบได้ไม่เบา แต่ถ้ากดซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าไว้ได้ก็ประหยัดเวลาเดินทางไปอีกเยอะ ตีตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวได้ไม่ต้องจองล่วงหน้า แต่ละจุดอยู่ในราคาหลักร้อย ด้วยขนาดประเทศที่กว้างมากขอให้เที่ยวเลาะตามเส้นทาง อย่าง เวียดนามกลาง เว้ ฮอยอัน และจบที่ฮานอย หรือแบ่งขึ้นสายเหนือ แยกกับสายใต้อีกทริป เพื่อไม่ให้งบประมาณบานปลายละลายไปกับการเดินทางข้ามพื้นที่

2.มาเลเซีย
เข้าประเทศมาเลเซียแบบประหยัดสุดคือขึ้นเครื่องบินแลนด์ดิ้งลงสงขลา จากนั้นจึงต่อรถทัวร์เข้าประเทศ หรือถ้าเจอตั๋วราคาดีจะเลือกไฟลท์บินตรงแบบถึงปุ๊บเที่ยวปั๊บก็ทันใจ แนะนำให้เช่ารถส่วนตัวขนาดมินิเพื่อใช้เดินทางในประเทศ จะเป็นสายชอป… ชิม… ชิลล์ เที่ยวเก็นติ้ง ไฮแลนด์ หรือชอบธรรมชาติไปพิชิตยอดเขาโคตาคินาบาลูก็เดินทางไปได้ จบในงบเพราะค่าน้ำมันที่นี่ถูกมาก จึงเหมาะสำหรับใครที่ต้องการเดินทางเที่ยวต่างประเทศแต่มีงบน้อย

ที่มา: cigna

คนไทยไม่ต้องกักตัว ไต้หวันเอาใจนทท. ให้บัตร ซื้อชานมไข่มุก ช้อปปิ้งสินค้าฟรี

สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ หรือ กทท. เร่งเดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น ออกแคมเปญดึงนักท่องเที่ยวชาวไทย ในกิจกรรม “Taiwan Special Offer, First Gift 1,000 NTD!” พร้อมแนะ 3 ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่คนไทยต้องไปสัมผัส ตอกย้ำแนวคิด “ไต้หวัน หัวใจแห่ง เอเชีย” (Taiwan, The Heart of Asia) โดยคาดจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไต้หวันปลายปีกว่า 18,000 ราย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้กว่า 450 ล้านบาท

คุณซินดี้ เฉิน (Cindy Chen) ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ (กทท.)กล่าวว่า ไต้หวันเปิดประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้ได้เดินทางเข้ามาสัมผัสวัฒนธรรมและเทศกาลที่หลากหลาย พร้อมดื่มด่ำกับความอร่อยของอาหารสไตล์ไต้หวันแท้ ๆ  ซึ่งหลังจากเปิดประเทศตั้งแต่สิ้นเดือนตุลาคม 2565 มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางเข้ามาเที่ยวไต้หวันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ให้ความสนใจ เดินทางมาเป็นกรุ๊ปแรกๆ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คนคิดถึงบรรยกาศของการท่องเที่ยวต่างประเทศ และไต้หวันนั้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่คนไทยนึกถึง

 โดยในช่วงระยะเวลา 2 ปีของการปิดประเทศที่ผ่านมา ไต้หวันได้มีการพัฒนาและเปิดสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่เกิดขึ้นมากมาย พร้อมให้นักท่องเที่ยวชาวไทยไปสัมผัสและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน สำหรับ 3 ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยวที่รอให้ไปสัมผัสประสบการณ์ ได้แก่

Rongjin Gorgeous Time แหล่งรวมสถานที่โดนใจวัยรุ่นแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองไทเป เดิมเป็นบ้านพักราชการระดับสูงในสมัยญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน สถานที่แห่งนี้ยัง คงอัตลักษณ์การออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมบ้านไม้ชั้นเดียวสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ สีน้ำตาลเข้ม หลังคาลาดเอียงเรียบง่ายเรียงรายต่อกัน ภายในประกอบไปด้วยร้านค้ามากมาย อาทิ ร้านอาหาร Always Elegant ร้านขนมเบเกิล Good Cho’s ร้านขนม Jin Jin Ding ร้านแพนเค้กคาเฟ่ Kyushu และคาเฟ่ Simple Kaffa นอกจากนั้นยังมีร้านเช่าเสื้อผ้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการใส่ชุดกิโมโนถ่ายภาพเหมือนได้อยู่ในยุคสมัยที่ญี่ปุ่นยังปกครอง อีกทั้งร้านของฝากที่รวบรวมของที่ระลึก รวมถึงร้าน Pet Shop เลือกของฝากสำหรับสัตว์เลี้ยง นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้ด้วยรถไฟฟ้า โดยมาลงที่สถานี Dongmen และเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.00 น.

Babbuza Dreamfactory โรงงานเพื่อการท่องเที่ยว สำหรับทุกคนในครอบครัว ตั้งอยู่ที่เมืองหนานโถว ไฮไลต์ของที่นี่คือ ต้นไม้ยักษ์ หรือ Tree of Life ที่มีความสูงถึง 30.8 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถไต่ระดับความสูงขึ้นไปบนพื้นใสๆ โดยการเดิน หรือถ้าใครชอบความแอดเวนเจอร์สามารถปีน “หน้าผาต้นไม้ยักษ์” หรือโรยตัวลงมาจากเจ้าต้นไม้ยักษ์นี้ก็สามารถทำได้ นอกจากนี้ยังสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมไต้หวันผ่านจอ 5 มิติ ที่สัมผัสได้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และจำลองการใช้ชีวิตของคนไต้หวันโบราณ ผ่านโรงจอดรถเล็ก ๆ ที่รอให้นักท่องเที่ยวทุกท่านเข้าไปเยี่ยมชม เปิดให้บริการเวลา10.00 – 18.00 น. และปิดบริการทุกวันอังคาร

Zhengbin Fishing Harbor หรือ “บูราโนแห่งไต้หวัน” ตั้งอยู่ทางใต้ของเกาะเหอผิง นครจีหลง เป็นท่าเรือที่มีความเก่าแก่แห่งหนึ่งของไต้หวัน และเป็นหนึ่งในสถานที่ จัดงานแข่งเรือมังกรในช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง และพบกับพิพิธภัณฑ์เรือประมงที่มีชื่อว่า “เรือศิลปะพื้นบ้าน” พิพิธภัณฑ์เรือแห่งแรกที่ตั้งอยู่บนทะเล สำหรับอาคารบ้านเรือนบริเวณนี้ได้รับการเติมแต่งสีสันที่สวยสดงดงาม ในช่วงเวลาสาย ๆ จะพบกับเงาของอาคารสีสดสาดแสงส่องเป็นเงาลงมายังพื้นน้ำสีเขียวมรกตจนถูกเรียกขานกันว่าเป็น “บูราโนแห่งไต้หวัน” สถานที่ที่ถูกใจผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ นอกจากนั้น สิ่งที่ต้องห้ามพลาดเมื่อมาถึงท่าเรือแห่งนี้ คือการกิน ชิกุวะสไตล์ไต้หวันที่เสียบไม้ย่างร้อน ๆ ที่รับรองว่าหอมอร่อยถูกปากรสชาติคนไทย  โดยท่าเรือแห่งนี้เปิดทำการทุกวันและสามารถเดินทางมาได้ด้วย Taiwan Tourist Shuttle

คุณซินดี้ กล่าวเสริมว่า สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่สนใจเดินทางมาไต้หวัน การท่องเที่ยวไต้หวันได้จัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบทัวร์ ผ่านกิจกรรม “Taiwan Special Offer, First Gift 1,000 NTD!” โดยนักท่องเที่ยวที่ซื้อแพคเกจทัวร์ไต้หวัน ขั้นต่ำ 24,000 บาทกับบริษัททัวร์ที่ร่วมรายการ จะได้รับบัตร Easy Card บัตรที่นิยมใช้ในไต้หวันสามารถใช้แทนเงินสดเพื่อซื้อชานมไข่มุก มาสก์หน้า ช้อปปิ้งสินค้าในตลาดกลางคืนในมูลค่า NT$599 และของที่ระลึกสำหรับการเดินทางอีก 1 ชุดทันที อีกทั้งคนไทยที่ต้องการเดินทางเข้าไต้หวัน ไม่จำเป็นที่จะต้องกักตัว ไม่มีการระบุเงื่อนไขด้านวัคซีน และไม่ต้องขอวีซ่าการเดินทาง เพียงแต่ขอความร่วมมือในการตรวจ ATK ที่ได้รับจากทางสนามบินเมื่อเดินทางถึงไต้หวัน และขอความร่วมมือให้ตรวจทุก 2 วันหากมีการออกนอกที่พัก

“ไต้หวัน ยินดีและพร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ให้ได้สัมผัสกับสถานที่ที่สวยงาม เทศกาลต่าง ๆ ตลอดจนวัฒนธรรมและอาหารที่หลากหลาย รอให้ผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวได้มาค้นหาและได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม สมกับเป็นจุดมุ่งหมายที่ขึ้นชื่อว่าหัวใจแห่งเอเชีย (The Heart of Asia) อย่างไรก็ดีภายหลังจากเปิดประเทศอย่างเป็นทางการพร้อมด้วยมาตรการและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่าง ๆ คาดว่าในสิ้นปี 2565 นี้ จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศกว่า 18,000 ราย และสร้างรายได้กว่า 450 ล้านบาท” คุณซินดี้ กล่าวทิ้งท้าย

นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ โดยจัดทริปท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง บินแบบเช่าเหมาลำ หรือเลือกแพ็กเกจท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้ผ่าน ในงาน Thailand International Travel Fair (TITF) ที่จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 และหากต้องการทราบข้อมูลด้านการท่องเที่ยวไต้หวันสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.taiwantourism.org/th/  หรือ ช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook : Taiwan Tourism Bureau TH Instagram : taiwantourism.bkk


ที่มา บางกอกทูเดย์

เมนูไทย โกอินเตอร์!! DITP Berlin เปิดหลักสูตรสาธิตปรุงเมนูอาหารไทย ตั้งเป้ารับ 40 ราย แต่สมัครจริง ทะลุ 500 ราย

กระแสตอบรับดีเกินคาด!! DITP Berlin เปิดสอนสาธิตขั้นตอนปรุงอาหารไทยในเยอรมนี ตั้งเป้ารับสมัครเพียง 40 ราย แต่มีผู้สมัครจริงเกือบ 500 ราย!!

(21 พฤศจิกายน 2565) DITP Berlin หรือ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้แจ้งว่าโครงการ Tatse of Thai โครงการสาธิตการปรุงอาหารและร่วมทำอาหารไทยในเมืองเบอร์ลินได้รับการตอบรับดีอย่างล้นหลามเกินความคาดหมาย โดยเริ่มต้น ตั้งเป้าเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมเพียงแค่ 40 ราย แต่ปรากฎว่ามีผู้ให้ความสนใจสมัครถล่มทลายกว่า 427 ราย!

ขณะที่เพจ 'พ่อบ้านเยอรมัน' ได้ อธิบายเพิ่มเติมถึงเนื้อหาในงานว่า ผู้จัดได้สาธิตการปรุงอาหารไทย 3 เมนูยอดนิยม ประกอบด้วย"ยำส้มโอ ข้าวซอยไก่ และข้าวเหนียวมะม่วง" นอกจากนี้ยังมีการจับคู่อาหารกับเครื่องดื่ม หรือ Food Pairing ณ Cooking Studio ใจกลางกรุงเบอร์ลิน ผลปรากฏว่า ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย

โดยเป้าหมายของโครงการนี้คือ ต้องการขยายฐานลูกค้าซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดความคุ้นเคย เชื่อมั่น ในรสชาติ และคุณภาพของอาหารไทย ตลอดจนสร้างการรับรู้ ภาพลักษณ์เชิงบวก และทัศนคติที่ดีให้แก่สินค้าอาหารไทยต่อไป

#TheStructureNews
#DITP #ThaiFood

ที่มา : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน DITP Berlin
ที่มา : เพจพ่อบ้านเยอรมัน


TRENDING
© Copyright 2022, All rights reserved. CLOUD47Bangkok
Take Me Top